การแก้ปัญหาการปนเปื้อนของสารแอฟลาทอกซินในเมล็ดแมงลักส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น
- นักวิจัย
- อมรา ชินภูติ
- หน่วยงาน
- กองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร
- ปีที่สิ้นสุด
- 2551
- ยอดเข้าชม
- 9
จุดเด่นของเทคโนโลยี
ปริมาณสารแอฟลาทอกซินลดลง
บทคัดย่อ
เพื่อแก้ปัญหาที่ทางการญี่ปุ่นตรวจ พบว่า เมล็ดแมงลักส่งออกของไทยมีสารแอฟลาทอกซินในปริมาณเกินค่ามาตรฐาน 10 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม คณะผู้วิจัยจึงได้ทำการทดลองเพื่อหาวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมในทุกขั้นตอนหลังการเก็บเกี่ยว รวมถึงชนิดของบรรจุภัณฑ์ วิธีการเก็บรักษา และวิธีขนส่งเมล็ดแมงลัก เพื่อลดการปนเปื้อนของสารแอฟลาทอกซินให้เหลือน้อยที่สุด โดยทดลองเปรียบเทียบวิธีปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว 5 วิธี พบว่า การเกี่ยวช่อดอกวางบนตอ 1 วัน แล้วมัดฟ่อนช่อดอกนำมาวางบนผ้าพลาสติกในแปลงโดยให้ช่อดอกตั้งขึ้น เป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะมีการปนเปื้อนของเชื้อรา Aspergillus flavus และปริมาณสารแอฟลาทอกซินต่ำสุด ซึ่งต่ำกว่าวิธีของเกษตรกรถึง 87-89 เปอร์เซ็นต์ โดยวัดหลังจากเก็บรักษาเมล็ดไว้เป็นเวลา 60 วัน และสามารถลดปริมาณสารแอฟลาทอกซินลงไปได้อีกเมื่อนำเมล็ดแมงลักมาตากแดดอีก 1 แดด หลังการนวด วิธีการเก็บรักษาที่ดีที่สุดในกรณีต้องการเก็บเป็นเวลานานถึง 90 วันในโกดัง คือเก็บไว้ในถุงผ้าดิบ หรือถุงปุ๋ย ผลการทดลองใช้บรรจุภัณฑ์ 3 ชนิด สำหรับบรรจุเมล็ดแมงลักขนาด 1 กิโลกรัม เพื่อการส่งออก พบว่าถุง Laminate บรรจุแบบสูญญากาศจะช่วยทำให้ปริมาณสารแอฟลาทอกซินลดลงถึง 64 เปอร์เซ็นต์ และพบว่า การขนส่งทางอากาศจะไม่พบการปนเปื้อนสารแอฟลาทอกซิน ในขณะที่การขนส่งทางเรือซึ่งใช้เวลานานภายในตู้คอนเทนเนอร์ที่มีอุณหภูมิสูงจะทำให้ปริมาณสารแอฟลาทอกซินเพิ่มขึ้น 51 และ 57 เปอร์เซนต์ เมื่อบรรจุแบบสูญญากาศและแบบธรรมดา ตามลำดับ เกษตรกรและผู้ประกอบการในห่วงโซ่การผลิตได้นำเอาเทคโนโลยีที่คณะผู้วิจัยถ่ายทอดให้ไปปฏิบัติ สามารถลดการปนเปื้อนสาร แอฟลาทอกซินในเมล็ดแมงลักส่งออกเหลือเฉลี่ยเพียง 1.18 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัมเท่านั้น
แสดงความคิดเห็น (0)
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นได้เลย